บุษบา จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร
บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า
ในปี 2549 เซ็นทรัลได้มอบเงินช่วยเหลือมูลนิธิสร้างรอยยิ้มไปจำนวน 1 ล้านบาท
ซึ่งสามารถช่วยเหลือผ่าตัดเด็กและผู้ป่วยด้อยโอกาสที่เป็นโรคปากแหว่ง เพดานโหว่
จำนวน 104 คนให้มีชีวิตใหม่และมีความ หวังในการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ
ในสังคมได้อย่างเป็นสุข โดยเฉพาะเมื่อเราได้เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่และครอบครัว
จึงทำให้เซ็นทรัลรีเทลตระหนักถึงความจำเป็นที่เราจะให้การช่วยเหลือ และบรรเทา
โรคนี้ให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเราได้มอบทุนจำนวน 1.5 ล้านบาทสำหรับผ่าตัดผู้ป่วย
โรคนี้อีกครั้งในปีนี้ ซึ่งทีมแพทย์ทั้งชาวไทยและแพทย์อาสาสมัครจากนานาชาติ
ยังคงจะไปให้การรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก เพราะยังมีผู้ป่วยและเด็กๆ
ที่ยังรอการรักษาอยู่อีกมาก ทั้งนี้พนักงานบริษัทเซ็นทรัลรีเทลกลุ่มหนึ่งจะร่วมเป็น
อาสาสมัครด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย และมีความเข้าใจโรคนี้
มากขึ้น ตลอดจนสามารถช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การรักษาและป้องกันได้
โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ นิ้วเกิน และนิ้วติดกันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่จากงานวิจัยพบว่า โรคนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรมและการขาดสารอาหาร อย่างไรก็ตาม เด็กและผู้ป่วยจะได้รับแรงกดดันจากสังคม มักถูกล้อเลียน จนเกิดปมด้อย แยกตัวจากสังคม หรืออาจกลายเป็นปัญหาสังคมไปในที่สุด โครงการผ่าตัดนี้จะมีขึ้นในวันที่ 2-7 พฤศจิกายน โดยโรงพยาบาลแม่สอดจะทำการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ป่วยเดินทางมา รับการตรวจคัดเลือกและเตรียมผ่าตัด ตลอดจนให้คำแนะนำที่จำเป็นต่างๆ แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งนี้พนักงานบริษัทเซ็นทรัล รีเทล จำนวนหนึ่งจะเดินทางขึ้นไปช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้แพทย์และพยาบาล ตลอดจนเป็นพี่เลี้ยงเด็กๆ ที่มารับการตรวจ
บุษบากล่าวทิ้งท้ายว่า เซ็นทรัลรีเทลมุ่งหวังว่าจะสานต่อโครงการนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อบรรเทาบาดแผลทางกาย และเยียวยาสุขภาพจิต ของเด็กและผู้ป่วยด้อยโอกาสที่เป็นโรคนี้ และช่วยรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ให้ประชาชนได้รู้จัก ถึงวิธีป้องกันและการรักษา ตลอดจนปฏิบัติตน เองได้ถูกต้องเมื่อพบเด็กและผู้ป่วยโรคนี้ หากใครพบเด็กและผู้ป่วยโรคนี้ สามารถติดต่อบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ฝ่ายสื่อสารองค์กร หมายเลข 02 100 9785 -7
ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท
บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถือเป็นผู้นำในด้านธุรกิจค้าปลีกการบริหารงาน ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และการค้าปลีกแบบ Specialty ในประเทศไทย ซึ่งมีบริษัทในเครือ ได้แก่ เซ็นทรัล โรบินสัน เพาเวอร์บาย บีทูเอส ซูเปอร์สปอร์ต ท็อปส์ โฮมเวิร์ค ออฟฟิศดีโป และเซน ซึ่งเป็นที่รู้จักดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ตลอดจนนักท่องเที่ยวรวมไปถึงนักธุรกิจในแวดวงค้าปลีกในภูมิ ภาค
ปัจจุบันเซ็นทรัลรีเทลมีร้านค้าของบริษัทในเครือรวมกว่า 400 สาขาและมีแผนจะขยายสาขาไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่หังโจว ประเทศจีน ในปี 2552
นอกจากนี้ เซ็นทรัลรีเทลได้ดำเนินนโยบายตอบแทนสังคมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญ โดยคำนึงถึงหลัก บริษัทคนไทยมุ่งตอบแทนคนไทยด้วยกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านต่างๆ โดยมีนโยบายหลักที่ให้การสนับสนุนอยู่ 5 เรื่อง คือ
- สนับสนุนการศึกษา
- ทำนุบำรุงโบราณสถานและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย
- ตอบแทนสังคม
- สนับสนุนการกีฬา
- อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ข้อมูลที่น่าสนใจ ที่มา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ปากแหว่ง ? เพดานโหว่ เกิดได้อย่างไร? มีสาเหตุมาจากอะไร?
ปากแหว่ง ? เพดานโหว่ เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา เกิดจากเนื้อเยื่อของริมฝีปากบนและเพดานปากไม่มาเชื่อมติดกัน สาเหตุของการไม่เชื่อมติดกันของเนื้อเยื่อริมฝีปากและเพดานนั้น ยังไม่ทราบกลไกและสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่แน่ชัด จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ปากแหว่ง ?เพดานโหว่ เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยจากพันธุกรรมและปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยทางพันธุกรรม:
ถ้าไม่มีใครในครอบครัว (ครอบครัวหมายความรวมถึง ครอบครัวของทั้งฝ่ายพ่อและแม่ ทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา ลูก หลาน เหลน) มีความผิดปกติเลย โอกาสที่จะมีลูกแต่ละคนจะเป็นปากแหว่ง ? เพดานโหว่ จะเท่ากับอุบัติการณ์ในประชากรทั่วไปคือ 1 ใน 700 (หรือร้อยละ 0.14) แต่ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นปากแหว่ง ? เพดานโหว่ โอกาสที่จะมีลูกเป็นปากแหว่ง ? เพดานโหว่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4-6 ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่ไม่มีใครเป็นเลยถึง 30 เท่า และถ้าครอบครัวใดมีคนเป็นปากแหว่ง ? เพดานโหว่ถึง 2 คน โอกาสที่จะมีลูกเป็นปากแหว่ง ? เพดานโหว่ จะยิ่งมากขึ้นอีกเป็นร้อยละ 8-10 ซึ่งสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 60 เท่า การที่พบอุบัติการณ์ในครอบครัวที่มีคนเป็นปากแหว่ง ? เพดานโหว่ มากกว่าในครอบครัวที่ไม่มีความผิดปกติแสดงว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเกิดความผิดปกติ
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม:
ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกตัวทารกที่มีผลต่อพัฒนาการของทารกขณะอยู่ในครรภ์มารดา
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ เช่น ความเจ็บป่วยของมารดาขณะตั้งครรภ์ ภาวะขาดวิตามินและสารโฟเลท การได้รับยา
บางชนิด (เช่น ยากันชัก) การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดปากแหว่ง ?เพดานโหว่
แก่ทารกในครรภ์ได้มากขึ้นเป็น 1.5-3 เท่า
ผลของความผิดปรกติแต่กำเนิดที่มีต่อเด็กและครอบครัว
ความผิดปรกติแต่กำเนิดจะมีผลต่อการพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน
ในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น มักจะเกิดความรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากเพื่อน พี่น้อง เกิดความรู้สึกต่ำต้อย และขาดความมั่นใจในตนเอง
เด็กจะแสดงพฤติกรรม ซึมเศร้า แยกตัวจากเพื่อน พี่น้อง เพราะไม่ต้องการถูกล้อเลียนในความผิดปรกติ พฤติกรรมและปฏิกิริยาของเด็ก จะขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของมารดาและบุคคลอื่นที่มีต่อความผิดปรกติของตน ระดับพัฒนาการความสามารถ ในการต่อสู้กับปัญหา ตลอดจนชนิด
และความผิดปรกติที่เกิดขึ้น ในเด็กที่ตระหนักถึงความผิดปรกติของตน และสามารถปรับตัว ยอมรับความผิดปรกติที่เกิดขึ้น จะสามารถดูแลตนเอง
และเข้ากลุ่มกับพี่น้อง เพื่อน ตลอดจนบุคคลอื่นได้ดี อย่างไรก็ตาม เด็กอาจแสดงความเศร้าโศกเสียใจ วิตกกังวล และโกรธในความผิดปรกติ
ของตนได้เป็นบางครั้ง ซึ่งในเด็กผิดปรกติที่สามารถปรับตัวได้ดี จะมีความภาคภูมิใจ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และมักประสบความสำเร็จในอนาคต
ในเด็กที่ไม่สามารถปรับตัวได้ จะแสดงถึงความรู้สึกที่ต่ำต้อย ซึมเศร้า แยกตัวจากเพื่อน พี่น้อง
ขาดความมั่นใจในตนเอง และพึ่งพาบิดามารดามากกว่าปรกติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียน และความล้มเหลวทางด้านสังคม
ชอบพึ่งพาผู้อื่น เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อาจจะไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ ไม่มีอาชีพ หรืออาจมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
ซึ่งจะเป็นปัญหาของสังคมต่อไป
ผลของความผิดปรกติแต่กำเนิดที่มีต่อครอบครัว
ความผิดปกติแต่กำเนิด นอกจากจะมีผลกระทบต่อเด็กและมารดาแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นบิดาของเด็ก ปฏิกิริยาของบิดาจะเช่นเดียวกับมารดาแต่การแสดงออกจะมีความรุนแรงน้อยกว่า สำหรับสมาชิกในครอบครัวการมีบุตรผิดปกติอาจทำให้บิดามารดาสนใจในบุตรคนอื่นน้อยลง หรือคาดหวังให้บุตรที่โตกว่าและสมาชิกอื่นๆในครอบครัวช่วยดูแลเด็กผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจและทัศนคติที่ไม่ดีต่อเด็กที่ผิดปกติ สมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้องเด็กที่ผิดปกติอาจโกรธหรือไม่พอใจที่บิดามารดาให้ความสน ใจเด็กที่ผิดปกติมากกว่าตนทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างสมาชิกในครอบครัว ในครอบครัวที่สมาชิกมีความเข้าใจและยอมรับความผิดปกติของเด็กจะให้ความช่วยเหลือแก่บิดามารดาเป็นการแบ่งเบาภาระในการดูแลบุตร นอกจากนี้ความผิดปกติของเด็กอาจทำให้เกิดความแตกแยกในครอบครัวเนื่องจากความผิดหวังในการมีบุตรการกล่าวโทษซึ่งกันและกันและภาวะเครียด ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จากความผิดปกติของบุตร