ข่าวสารองค์กร

กลุ่มเซ็นทรัล เปิดโครงการ “ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19” ระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ ร่วมสร้างปรากฏการณ์ ต่อยอดการวิจัยและพัฒนา กระบวนการรักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากโควิด-19 ให้สำเร็จลุล่วง โดยแพทย์ไทย เพื่อคนไทย ผ่านทางแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ฯ

12 มีนาคม 2564

กรุงเทพ 8 มี.ค. 64 ; นับเป็นสัญญาณที่ดีเมื่อหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย เริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคหากได้รับเชื้อ แต่อีกความหวังของนักวิจัยไทยที่กำลังทุ่มเทอย่างหนักนั่นคือ การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมด้าน "ยารักษา/ทำลายเชื้อโควิด 19" รวมถึงวัคซีนที่ผลิตโดยแพทย์ไทย เพื่อให้ครอบคลุมการรักษาและป้องกันอย่างครบถ้วน ซึ่งการวิจัยมีขั้นตอนที่ละเอียดซับซ้อนและต้องทดลองในหลายระดับเพื่อให้มั่นใจในตัวยาหรือวัคซีนที่มีศักยภาพสูงสุด โดยต้องอาศัยการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจำนวนมาก

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เผยว่า “กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือตระหนักถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ทุ่มเทอย่างมากในการคิดค้นงานวิจัยอย่างเร่งด่วนที่จะเป็นทางออกในการยับยั้งเชื้อดังกล่าว ซึ่งยังต้องการทุนทรัพย์ในการสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้ร่วมสร้างปรากฏการณ์การวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยไทยให้ประสบความสำเร็จ ด้วยการเปิดตัวโครงการ “ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19 (Help Thai Fight COVID-19)” ภายใต้โครงการเพื่อสังคมหลัก “เซ็นทรัล ทำ – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” เพื่อเชิญชวนประชาชน ภาคีเครือข่าย คู่ค้า ร่วมกันระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม “ยาทำลาย/กระบวนการยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรน่า และ วัคซีนป้องกันโรค” โดยฝีมือแพทย์ชาวไทย มอบผ่านแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ โดยมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ระหว่างเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ การระดมทุนดังกล่าวจะถูกนำไปส่งเสริมการวิจัยผ่าน 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย

  1. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  3. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงโครงการวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับโควิด-19 โดยหรือผ่านทาง แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย

ทั้งนี้การระดมทุนดังกล่าวเป็นการส่งเสริมและผลักดันการคิดค้น วิธีลดการแพร่กระจายโรค, กระบวนการยับยั้ง หรือวัคซีนต้นแบบที่เกิดจากความสามารถของนักวิจัยคนไทย โดยหากงานวิจัยประสบความสำเร็จ จะทำให้ คนไทยทั้ง 68 ล้านคน เข้าถึงการรักษาและป้องกันโรคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมทั้งขยายโอกาสในการกระจายตัวยาไปยังประเทศอื่นๆที่สนใจได้ อย่างไรก็ตามการมีวินัยในการ รักษาความสะอาดด้วยการหมั่นล้างมือและสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชน ถือเป็นยาหรือวัคซีนที่ดีที่สุดที่จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่เป็นเกราะในการป้องกันให้ไกลห่างโรค โควิด-19

ท้ายนี้ กลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือ จะยังคงยึดมั่นมาตรการด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย เพื่อสร้างความไว้วางใจในการใช้บริการของลูกค้า ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ทั้ง ช้อปปิ้ง เอนเตอร์เทนเมนท์ ไดน์นิ่ง และการพักผ่อน ด้วยความเป็นผู้นำในด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการของประเทศไทยต่อไป

ทางด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ. อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า “มีงานวิจัยที่เร่งด่วนเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่าง ๆ ในหลอดทดลองว่า จะมีประสิทธิภาพดีจริงหรือไม่เมื่อนำมาใช้ในผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ หรือประชาชน ในการรักษาหรือป้องกันโรค รวมทั้งลดการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน ซึ่ง แพทยสมาคมฯ เล็งเห็นว่า ยังมีช่องว่างในด้านงานวิจัยที่ทำในคนที่ต้องการการสนับสนุนที่เร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใหม่ ๆ ทางวิชาการ กระบวนการอนุมัติและทำวิจัยที่กระชับ รวดเร็ว ทันกาลและทันสมัย และต้องทำการศึกษาในผู้ติดเชื้อหรือประชาชนจำนวนมาก เพื่อให้ทราบว่าสามารถนำผลงานวิจัยมาใช้ในคนได้จริงหรือไม่? จึงต้องการการสนับสนุนทั้งในด้านบุคลากรจากหน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ และหน่วยงานเอกชนในด้านทุนทรัพย์ เพื่อให้การดำเนินการวิจัยขั้นสุดท้ายที่จะนำไปใช้กับประชาชนหรือผู้ป่วยเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ติดขัดในด้านใด ๆ

การที่ “กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ” เข้ามานำการร่วมระดมทุนเพื่อสนับสนุนให้มีการทำวิจัยขั้นสุดท้ายในผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อและ/หรือประชาชน ผ่านทางแพทยสมาคมฯ จึงถือว่าเป็นความร่วมมือที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้เกิดผลดี หรือมีนวัตกรรมในการรักษา/ป้องกัน/โรคโควิด-19 เพราะแพทยสมาคมฯ จะประสานและร่วมมือกับนักวิจัยไทยจากคณะแพทยศาสตร์ของประเทศไทยที่มีชื่อเสียงในด้านงานวิจัยในระดับชาติและนานาชาติมาช่วยทำงานวิจัยในขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญว่า ใช้ได้ผลในคน/ผู้ป่วยจริงหรือไม่? และเพื่อที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ต่อในผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อและ/หรือประชาชน หรือเพื่อแสดงประสิทธิผลของมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้ป้องกันการแพร่เชื้อในสถานที่ที่มีกลุ่มคนพลุกพล่าน เพื่อระงับการแพร่กระจายเชื้อและควบคุมโรคโควิด-19 ให้สงบลงเร็วที่สุด

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงขอขอบคุณกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือและประชาชน ที่ให้ความไว้วางใจในแพทยสมาคมฯ และเห็นความสำคัญของงานวิจัยขั้นสุดท้ายที่จะนำมาใช้ในคน โดยเข้ามาร่วมระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่า ผลงานวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์ไทยน่าจะให้คำตอบที่นำไปใช้ได้ในการควบคุมโรคโควิด-19 ในประชาชนคนไทย เพื่อทำให้โรคโควิด-19 ในประเทศสงบราบคาบได้เร็วขึ้น”

ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้กล่าวในประเด็นโครงการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ว่า “งานวิจัยในระยะแรกซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนจะเป็นการศึกษาระบาดวิทยาของการแพร่เชื้อที่เป็น cluster ขนาดใหญ่ และผลของการใช้มาตรการต่างๆในการควบคุมการระบาด เพื่อจะทำให้มั่นใจว่าการควบคุมการระบาดได้ผลดี และหากยังมีการแพร่เชื้อหลงเหลืออยู่ก็จะสามารถทราบและควบคุมได้อย่างทันเวลา ในระยะต่อไปการวิจัยจะเป็นการศึกษายาและสูตรยาผสมที่จะรักษาผู้ป่วย ลดความรุนแรง หรือป้องกันโรค ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นยาที่ราคาไม่แพงที่สามารถมีใช้ได้ทั่วไป”

อ.ดร.นพ.วรพจน์ นิลรัตนกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับโควิด – 19 ของทางจุฬาฯ ว่า "ตั้งแต่ที่ได้ยืนยันวินิจฉัยผู้ป่วยนอกจีนรายแรกของโลก คณาจารย์และนักวิจัย คณะแพทย์ จุฬาฯ ได้ดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง ในหลากหลายมิติ ทั้งในแง่องค์ความรู้ และการใช้ประโยชน์จริง อาทิเช่น ชุดตรวจแบบรวดเร็ว, การพัฒนาวัคซีนจนถึงขั้นเริ่มการทดลองในมนุษย์, ธนาคารชีวภาพสำหรับเก็บข้อมูลและตัวอย่างของผู้ป่วยโควิด-19, การทำนายความรุนแรงของโรคด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์, การค้นหาลักษณะทางพันธุกรรมของคนไทยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโรคและการตอบสนองต่อการรักษา, การใช้พลาสมาหรือสร้างแอนติบอดีในการป้องกันรักษาโรค, ไปจนถึงการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อโรคหรือวัคซีน เป็นต้น ด้วยงบวิจัยที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างสรรค์งานวิจัยใหม่และขยายผลงานวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น"

สามารถร่วมสมทบทุน ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

  1. สมทุบทุนเข้าบัญชี มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 002-2-84631-9 หรือสแกนคิวอาร์โค้ด E-donation ณ จุดต่าง ๆ ภายในศูนย์การค้า ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล
  2. สมทุนผ่านเว็บไซต์ www.tham-dee.com/projects/help-thai-fight-covid19.
  3. กล่องรับบริจาค บริเวณจุดชำระเงินค่าสินค้าหรือจุดประชาสัมพันธ์ในศูนย์การค้าในเครือ กลุ่มเซ็นทรัล อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, โรบินสันไลฟ์สไตล์, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, ซูเปอร์สปอร์ต, พาวเวอร์บาย, ท๊อปส์, ซูเปอร์มาร์เก็ต, แฟมิลี่มาร์ท, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท, ไทวัสดุ, บ้านแอนด์บียอน และ ร้านค้าในเครือเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป เป็นต้น
  4. ทุกการซื้อ 1 เมนู บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมสมทบทุน 9 บาท เฉพาะเมนูที่ร่วมรายการ ที่ร้านอาหารในเครือซีอาร์จี (15 มี.ค.-15 พ.ค. 64)
  5. บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ร่วมบริจาค 5 บาท เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์,เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และร่วมบริจาค 1 บาท เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จที่ ท็อปส์ เดลี่ และ แฟมิลี่มาร์ท (1 เม.ย.-30 มิ.ย 64)
  6. สมาชิก The 1 ร่วมสมทบทุนด้วยการเปลี่ยนคะแนนเป็นเงินสนับสนุน เริ่มต้น 150 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชัน The 1 (8 มี.ค.-31 ธ.ค. 64)
  7. ร่วมกิจกรรม Charity Workshop (1-18 เม.ย. 64) และ ร่วมซื้อ Charity T-Shirt (1-4 ก.ค. 64) ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี
  8. โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายบัตรกำนัลเงินสด ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป (พ.ค.-มิ.ย 64)
  9. ซูเปอร์สปอร์ต ร่วมบริจาค 100 บาท ทุกการซื้อหน้ากากผ้าแบรนด์ S Sports รุ่นที่ ร่วมรายการ (8 มี.ค.-31 ธ.ค. 64)
  10. เพาเวอร์บาย สามารถแลกคะแนน The 1 จำนวน 200 คะแนน เท่ากับการสมทบทุน 25 บาท (มี.ค.-31 ธ.ค. 64)
  11. เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป ร่วมบริจาคเมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ (1 พ.ค.-31 ธ.ค. 64)
  12. ออฟฟิศเมท และ บีทูเอส ร่วมบริจาค 5 บาท เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ (เม.ย.-31 ธ.ค. 64)
  13. เจดีเซ็นทรัล ซื้อ Donation Voucher แทนเงินสด หรือเปลี่ยน JD POINTS เป็นเงินบริจาคเพื่อร่วมสมทบทุนผ่านแอปพลิเคชัน JD CENTRAL (16 เม.ย.-31 ธ.ค. 64)
  14. บจ.เซ็นทรัล อินชัวรันส์ เซอร์วิสเซส ร่วมบริจาค 100,000 บาท โดยรวบรวมจากพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และสมทบทุนเพิ่ม ทุกกรมธรรม์ประกันภัยที่ขายได้ผ่านช่องทางโทรศัพท์ในโครงการ Central Smart insure กรมธรรม์ละ 10 บาท (เม.ย.-30 มิ.ย. 64)
  15. ดอลฟิน วอลเล็ท ร่วมเปิดช่องทางสำหรับการบริจาคผ่านแอปพลิเคชัน ดอลฟิน (พ.ค.-31 ธ.ค. 64)
  16. ช่องทางอื่นๆ ผ่านกลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล
  17. สมทบทุนผ่านพันธมิตรทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน และ บัตรเซ็นทรัล เดอะวัน เฟิร์สช้อยส์ เป็นต้น
  18. ติดตามรายละเอียด และ ช่องทางการสนับสนุนเพิ่มเติมได้ที่ www.centralgroup.com/en/help-thai-fight-covid19

กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่าเมื่อคนไทยทุกคนมียารักษาหรือวัคซีนที่ดี จะทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจไทยทั้งระบบในทุกระดับ รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง