การขับเคลื่อนการลดการสูญเสียและขยะอาหาร
โครงการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร
ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล จัดแคมเปญรณรงค์ "Food Hero, Taste not Waste" เชิญชวนผู้บริโภคเปลี่ยนมุมมองใหม่ในการซื้อสินค้าที่ใกล้หมดอายุ แต่ยังคงคุณภาพดี ด้วยการลดราคา 30-50 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มสินค้าอาหารและวัตถุดิบ เช่น เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป และขนม เป็นต้น ซึ่งจะวางจำหน่ายอยู่ในโซนสินค้าลดราคาโดยเฉพาะ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ยังได้มีการนำร่องโครงการ "Smart Way" โดยใช้ระบบ Al-powered Smart way ที่ช่วยตรวจสอบสินค้าที่ใกล้หมดอายุ เพื่อการบริหารจัดการและวางแผนการสั่งสินค้าได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในปี 2567 โครงการเหล่านี้ช่วยลดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางได้กว่า 1,465,499 ชิ้น และช่วยให้เกิดการบริหารจัดการต้นทุนจากอาหารส่วนเกินได้อย่างเหมาะสม และในปี 2568 โครงการดังกล่าวสามารถลดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางได้กว่า 8,477,415 ชิ้น หรือคิดเป็นปริมาณขยะที่ลดได้กว่า 3,221 ตัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินได้กว่า 324 ล้านบาท


นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งมอบอาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพให้แก่ชุมชนที่ขาดแคลนและกลุ่มเปราะบาง ผ่านความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) สหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทยภายใต้โครงการ Care and Share Food for AIl มูลนิธิผู้ร่วมเอื้อเฟื้ออาหารให้กับผู้ขาดแคลน (VV Share Foundation) มูลนิธิกระจกเงาและสถานพักพิงบ้านทัศนีย์ (Safe Haven Orphanage) โดยในปี 2567 มีการดำเนินโครงการนี้ครอบคลุม 9 จังหวัด 61 สาขา ซึ่งส่งต่ออาหารแล้วกว่า 1.57 ล้านกิโลกรัม หรือ 6.6 ล้านมื้อ ให้แก่ 3,000 ชุมชน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3,983 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในปี 2568 โครงการดังกล่าวดำเนินงานครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร โดยร่วมมือกับพันธมิตร ได้แก่ SOS และ VV Share ส่งต่ออาหารส่วนเกินจาก Tops 80 สาขา Tops Daily 11 สาขา และ Tops Online รวม 91 สาขา และช่องทางออนไลน์ ให้แก่ 2 มูลนิธิ และชุมชนกว่า 3,000 แห่ง โดยตั้งแต่เริ่มโครงการสามารถส่งต่ออาหารได้รวม 2,039,925 กิโลกรัม คิดเป็นอาหารกว่า 8.5 ล้านมื้อ


นอกจากนี้ โก โฮลเซลล์ ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับมูลนิธิ SOS บริจาคอาหารส่วนเกินจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งในปี 2567 มอบไปแล้วกว่า 50,264 มื้อ ช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งลดขยะอาหารกว่า 12 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 30.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และในปี 2568 โก โฮลเซลล์ได้ขยายการดำเนินโครงการครอบคลุม 7 สาขา ได้แก่ เชียงใหม่ พระราม 2 รังสิต เจริญราษฎร์ ภูเก็ต ราไวย์ ภูเก็ตซิตี้ และขอนแก่น โดยร่วมมือกับมูลนิธิ SOS และศูนย์ฟื้นฟูสังคมในจังหวัดขอนแก่น เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังเหมาะสมต่อการบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบางและผู้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู โดยสามารถบริจาคอาหารส่วนเกินได้กว่า 67 ตัน คิดเป็นอาหารกว่า 281,000 มื้อ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 169.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า


โครงการ Surprise Bags
อาหารที่ระบุว่าใกล้วันหมดอายุมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาหารที่เน่าเสียหรือไม่สามารถรับประทานต่อได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาหารเหล่านั้นสามารถนำไปส่งต่อและทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย ในธุรกิจค้าปลีกมักมีอาหารจำนวนมากที่ใกล้วัน "best-before" (ควรบริโภคก่อน) ซึ่งไม่สามารถนำมาจำหน่ายได้ และจะต้องถูกทิ้งเป็นขยะอาหารระหว่างกระบวนการจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งอาจส่งผลให้สูญเสียรายได้และขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาระบบรวบรวมและติดตามข้อมูล เพื่อเช็คอาหารที่ใกล้ถึงวัน "ควรบริโภคก่อน" เพื่อแจ้งให้พนักงานทราบ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารของเซ็นทรัล รีเทล ให้นำอาหารเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เพื่อก่อให้เกิดคุณค่าสูงสุด


นอกจากนั้น ท็อปส์ และ แฟมิลี่มาร์ท มีการบรรจุอาหารที่ยังรับประทานได้ แต่ว่าใกล้ถึงวัน “ควรบริโภคก่อน” ลงใน "Surprise Bags" เพื่อจำหน่ายผ่าน Yindii ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นส่งต่ออาหารชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เน้นการจำหน่ายอาหารจากร้านค้าต่าง ๆ ที่ขายไม่หมด แต่ยังคงปลอดภัยและยังรับประทานได้ ใน Surprise Bags จะถูกบรรจุด้วยเบเกอรี่ ผัก ผลไม้ อาหารพร้อมรับประทาน และวัตถุดิบประกอบอาหารที่ยังมีคุณภาพดีอีกมากมาย โดยลูกค้าสามารถซื้อ Surprise Bags ในราคาย่อมเยา (ต่ำกว่าราคาขายปลีกปกติถึง 50%) ผ่านแอปพลิเคชั่นออนไลน์ Yindii และมารับได้ที่ท็อปส์และแฟมิลี่มาร์ทสาขาต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้ เซ็นทรัล รีเทล สามารถลดขยะอาหารให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการนำไปใช้ใหม่ผ่านรูปแบบการช่วยเหลือด้านอาหาร แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าให้กับอาหารส่วนเกิน และทำให้ผู้บริโภคและครอบครัวที่มีรายได้น้อยเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่ถูกลง โดยในปี 2567 มีการจำหน่ายถุง Surprise Bags รวมทั้งสิ้น 264 ถุง คิดเป็นการลดขยะอาหารกว่า 500 กิโลกรัม และในปี 2568 มีการจำหน่าย Surprise Bags รวมทั้งสิ้น 1,024 ถุง ช่วยลดขยะอาหารได้ประมาณ 2,048 กิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4.75 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า


โครงการ "ใจกล้า" เปลี่ยนขยะอาหารเป็นขนมสัตว์เลี้ยง
ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ร่วมมือกับสตาร์ตอัปอย่าง "ใจกล้า" เพื่อเปลี่ยนขยะอาหารเป็นขนมสัตว์เลี้ยง โดยรวบรวมขยะอาหาร เช่น ขนมปัง ผักและผลไม้ที่กินไม่ได้แล้วจากท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 10 สาขาในกรุงเทพฯ โดยมีการตรวจสอบคุณภาพและอนามัยของสินค้าดังกล่าว ก่อนจัดส่งให้ใจกล้า เพื่อนำไปใช้ในการแปรรูปเป็นอาหารสำหรับแมลง ก่อนที่แมลงดังกล่าวจะกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตขนมสัตว์เลี้ยงจากโปรตีนแมลงที่วางจำหน่ายในท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ในปี 2567 โครงการนี้ช่วยลดขยะอาหารได้มากถึง 2,791 กิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6.47 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และในปี 2568 โครงการนี้ช่วยลดขยะอาหารได้มากถึง 2,048 กิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4.76 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า


โครงการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนภายในศูนย์กระจายสินค้า
ในด้านการแปรรูปขยะอาหารให้เกิดประโยชน์ เซ็นทรัล รีเทล ได้ติดตั้ง “เครื่องทำปุ๋ยหมักในศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท” เพื่อแปรรูปเศษอาหารเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยเครื่องสามารถแปรรูปขยะอาหารได้เฉลี่ย 15 กิโลกรัมต่อวัน และผลิตปุ๋ยได้ราว 10 กิโลกรัมต่อรอบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ปุ๋ยที่ผลิตได้นำไปใช้บำรุงพื้นที่สีเขียวโดยรอบศูนย์กระจายสินค้า ลดความจำเป็นในการใช้สารเคมี และเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการขยะอินทรีย์ที่สามารถขยายผลไปยังสาขาอื่นในอนาคต


โครงการย่อยสลายขยะอาหารโดยใช้ตัวอ่อนหนอนแมลงวันลาย (BSF)
ท็อปส์ได้ร่วมมือกับ Central Tham และ Betterfly เพื่อนำขยะอาหารจากร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และศูนย์อาหารเข้าสู่กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ทางเลือก เริ่มต้นในจังหวัดสกลนครร่วมกับวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบ “BSF Food Court Model” และขยายการดำเนินงานไปยัง 11 ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมจัดตั้ง “ธนาคารไข่ BSF” เพื่อสร้างเครือข่ายการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายอย่างยั่งยืน และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนเพื่อเสริมศักยภาพในการจัดการขยะอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง
ต่อยอดการดำเนินงานดังกล่าว ในปี 2568 ท็อปส์ได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เครื่อง Bioreactor สำหรับเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะอาหารจากศูนย์การค้า โดยเริ่มนำร่อง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครปฐม เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 สามารถจัดการขยะอาหารได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ รวมระยะเวลา 9 สัปดาห์ หรือคิดเป็นปริมาณขยะอาหารที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 3.6 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 8.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โครงการ Samui Zero Waste Model
หนึ่งในโครงการของเซ็นทรัล รีเทล ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปริมาณการสูญเสียอาหารและลดการเกิดขยะอาหารทั้งหมดที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการ Samui Model ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 เพราะเล็งเห็นว่า เกาะสมุยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในจังหวัด สุราษฎร์ธานี แต่เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ ทำให้ขยะอาหารจำนวนมากเป็นปัญหาของเกาะ โครงการดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการคัดแยกขยะภายในห้างสรรพสินค้าของเซ็นทรัล รีเทล บนเกาะสมุย โดยพนักงานจะเก็บและคัดแยกขยะอาหารออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) อาหารที่ต้องทิ้งแต่ยังรับประทานได้เพื่อแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ และ 2) อาหารที่ต้องทิ้งและที่ไม่สามารถรับประทานได้แล้ว เพื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ (Biogas) สำหรับใช้หุงต้มในครัวเรือน โดยเซ็นทรัล รีเทลมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ ในปี 2565 โครงการ Samui Zero Waste Model ช่วยลดขยะอาหารได้ถึง 41.7 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 105.51 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า


นอกจากนี้ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในการจัดตั้ง "Sustainable Samui Community Enterprise" (วิสาหกิจชุมชนสมุยยั่งยืน) ซึ่งเป็นส่วนขยายของ Samui Model ที่ช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการใช้ปุ๋ยหมักที่เกิดจากขยะอาหารในโครงการเพื่อปลูกผักและผลไม้ และนำไปจำหน่ายที่ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต สร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนรวมกว่า 233,437 บาท รวมทั้งสนับสนุนชุมชนในการจัดการเรื่องด้านต่าง ๆ เช่น การนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานสแลนกันแดดมาเพื่อเย็บเป็นกระเป๋าวนอยู่ในเกาะสมุยเพื่อลดขยะพลาสติกได้ด้วย




