การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero ภายในปี 2593
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (ขอบเขตที่ 1 และ 2) เมื่อเทียบกับปีฐาน ร้อยละ 30 ภายในปี 2573
เพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ร้อยละ 50 ภายในปี 2573

ความสำคัญ

จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ภาคธุรกิจเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ผลผลิตทางธรรมชาติที่ลดลงส่งผลต่อราคาสินค้า ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้า กำลังซื้อของผู้บริโภค และผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากร

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังนำมาซึ่งโอกาสสำหรับเซ็นทรัล รีเทล สามารถพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC COP) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่กำลังดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เซ็นทรัล รีเทล จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้แสดงความมุ่งมั่นในการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 เพื่อขับเคลื่อนการสร้างคุณค่าร่วมและการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ

โครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เซ็นทรัล รีเทล ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ผู้บริหารแต่ละหน่วยธุรกิจ คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมการกำหนดกลยุทธ์และแผนงาน การดำเนินงาน การตรวจสอบ และติดตามผล รวมทั้งมีคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง และคณะทำงานด้านความเสี่ยง ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้จัดให้มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
  • กำกับดูแลและส่งเสริมประเด็นด้านความยั่งยืนภายใต้กรอบกลยุทธ์ ESG ซึ่งครอบคลุมประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็น ESG ที่มีความสำคัญ
  • รายงานและหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • โดยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของกรอบ ESG คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน:

    • ความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
    • การพัฒนา การแก้ไขกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ
    • การดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบหรือเพิ่มโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
คณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง
  • กำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงความเสี่ยง ESG ซึ่งครอบคลุมถึงความเสี่ยงและโอกาส ที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
  • โดยที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยง ESG คณะกรรมการนโยบายความเสี่ยงยังมีหน้าที่กำกับดูแล:

    • การบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับระบบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
    • การบริหารและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
คณะผู้บริหาร
  • ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง
  • บริหารจัดการการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์และแผนงานที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ซึ่งรวมถึงกรอบกลยุทธ์ ESG
  • โดยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นองค์ประกอบของกรอบกลยุทธ์ ESG คณะผู้บริหารมีหน้าที่กำกับดูแล:

    • การบูรณาการกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยรวม และความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
    • การดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
    • การมอบหมายความรับผิดชอบในการดำเนินกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศและการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม
  • ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานและสายงานธุรกิจต่าง ๆ เพื่อผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง รวมถึงมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยคาร์บอนทั่วทั้งองค์กร
  • โดยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสูงในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่รับผิดชอบ:

    • กำหนดเป้าหมายประจำปีที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ และวางกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
    • การบริหารจัดการ วิเคราะห์ และเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)
    • ดำเนินการตามกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
    • กำกับดูแลการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปตามกฎหมายและความมุ่งมั่นอื่น ๆ ขององค์กร
คณะทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • บูรณาการกรอบกลยุทธ์ ESG เข้ากับการดำเนินธุรกิจโดยรวม ซึ่งครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • สนับสนุนคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมในการขับเคลื่อนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ
คณะทำงานด้านความเสี่ยง
  • บูรณาการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเข้ากับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
  • บริหารและประเมินความเสี่ยง ESG ซึ่งครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

หมายเหตุ: เซ็นทรัล รีเทล ยังมีการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ผ่านคณะกรรมการ/คณะทำงาน ได้แก่ Supply Chain Sustainability Committee, Information Technology Committee (ITC), IT Compliance Agent และ Human Rights Due Diligence Champions เป็นต้น

กฎบัตรของคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
กฎบัตรของคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง

กรอบการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เซ็นทรัล รีเทล ได้กำหนดกลยุทธ์ ReNEW เพื่อขับเคลื่อนทุกหน่วยธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (ขอบเขตที่ 1 และ 2) ทั่วทั้งกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ภายในปี 2593 และจัดทำกระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องตามกฎหมาย ข้อกำหนด และมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งระดับประเทศและระดับสากล เช่น มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) และมาตรฐานเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (IFRS) S2 เป็นต้น โดยมีแนวทางครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ การประเมินความเสี่ยงและโอกาส การดำเนินงาน การติดตามผล ประเมินผล และรายงาน

1. นโยบายและกลยุทธ์ (Policy and Strategy)

เซ็นทรัล รีเทล ได้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขตที่ 1 และ 2) ร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และเป้าหมายระยะยาวในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (ขอบเขตที่ 1 และ 2) ภายในปี 2593 โดยได้จัดทำแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Roadmap) เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งยังได้จัดทำแผนกลยุทธ์ ReNEW ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของ เซ็นทรัล รีเทล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องตามกฎหมาย ข้อกำหนด และมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

2. การประเมินความเสี่ยงและโอกาส (Risk and Opportunity Assessment)

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ เซ็นทรัล รีเทล สามารถเตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ โดย เซ็นทรัล รีเทล ได้มีการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน เช่น การเปลี่ยนแปลงของนโยบาย กฎระเบียบ และพฤติกรรมของตลาด และการประเมินโอกาส เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและมาตรการตอบสนองที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล

3. การดำเนินงาน (Implementation)

เซ็นทรัล รีเทล มีการดำเนินโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การใช้รถบรรทุกขนส่งไฟฟ้า เป็นต้น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) ผ่านโครงการฟื้นฟูป่าไม้ และการปรับปรุงพื้นที่เกษตรร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน เช่น วนเกษตร และการเกษตรเชิงฟื้นฟู เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์พลังงานผ่านการจัดอบรมพนักงานและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย เช่น คู่ค้า ลูกค้า และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

4. การติดตาม ประเมินผล และรายงาน (Monitoring, Evaluation, and Reporting)

เซ็นทรัล รีเทล มีการเก็บรวบรวมและติดตามข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมขอบเขตที่ 1 2 และ 3 สอดคล้องตามมาตรฐาน Greenhouse Gas Protocol (GHG Protocol) รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบ และประเมินผลความคืบหน้าในการดำเนินงานเทียบกับเป้าหมาย และรายงานผลการดำเนินงานด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐานสากล เช่น แนวทางมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) และมาตรฐานเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (IFRS) S2

โครงการสำคัญ

โครงการติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับห้างสรรพสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า

เซ็นทรัล รีเทล มุ่งขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดและส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาของห้างสรรพสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ในปี 2568 เซ็นทรัล รีเทล สามารถขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนจากระบบโซลาร์เซลล์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสถานประกอบการรวม 184 แห่ง โดยในประเทศไทยมีการติดตั้งโซล่าร์เซลล์จำนวน 152 แห่ง ครอบคลุมหน่วยธุรกิจ ได้แก่ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โก โฮลเซลล์ ไทวัสดุ และศูนย์กระจายสินค้า และประเทศเวียดนาม จำนวน 32 แห่ง ครอบคลุมหน่วยธุรกิจ ได้แก่ ศูนย์การค้า Go! Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ต และลานชี มาร์ท ส่งผลให้เซ็นทรัล รีเทล สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้ถึง 204,818 เมกะวัตต์-ชั่วโมง การดำเนินการดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 102,389 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 766 ล้านบาทต่อปี

โครงการส่งเสริมการขนส่งและการเดินทางที่ยั่งยืน

เซ็นทรัล รีเทล ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดในระบบโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยกระดับการขนส่งอย่างยั่งยืน โดยมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าทั้งสิ้น 50 คัน ครอบคลุมศูนย์กระจายสินค้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ศูนย์กระจายสินค้าท็อปส์ และศูนย์กระจายสินค้าไทยวัสดุ และใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า จำนวน 94 คัน สำหรับกระจายสินค้าจากศูนย์ค้าส่ง โก โฮลเซลล์ ไปยังลูกค้า จากการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานต่าง ๆ สามารถลดการใช้น้ำมันดีเซลได้ 1,023,209 ลิตรต่อปี และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 2,706 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังขยายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในงานตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านจราจร รวมถึงใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ) สำหรับบริการลูกค้าในลานจอดรถ ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของพนักงานและลูกค้าผ่านการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Stations) ครอบคลุมศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โดยในปี 2568 เซ็นทรัล รีเทล มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสิ้น 69 สถานี สามารถรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกันได้ 458 คัน โครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทรัล รีเทล ในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนการเดินทางอย่างยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์อนาคตและไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงานปี 2567

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

ขอบเขตที่ 1 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) 
ขอบเขตที่ 2 (Location-Based / Market-Based) (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
ขอบเขตที่ 3 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
ความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขตที่ 1 และ 2) (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อบาท)
2.68 x 10-3
หมายเหตุ:
  1. ข้อมูลครอบคลุมขอบเขตการดำเนินงานของประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี
  2. ขอบเขตที่ 3 ประกอบด้วย

    1. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการซื้อวัตถุดิบ และบริการ (ปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ และปริมาณการใช้น้ำ)
    2. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน
    3. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ
    4. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการกำจัดของเสียที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร
    5. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการเดินทางเพื่อธุรกิจ
    6. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการเดินทางของพนักงาน
    7. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการขนส่ง และกระจายสินค้า
    8. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการปล่อยเช่าสินทรัพย์ขององค์กร