บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีก รวมทั้งธุรกิจค้าส่ง สินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format Multi-Category Omnichannel Retail และ Wholesale Platform) ในประเทศไทย และประเทศเวียดนาม
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ Omnichannel ในประเทศไทย ซึ่งช่วยเสริมเครือข่ายร้านค้าปลีกของบริษัทฯ ในการนำเสนอสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้การทำธุรกิจที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 78 ปี ภายใต้ แบรนด์ “เซ็นทรัล” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ และ ช่วยหลอมรวมและส่งเสริมแบรนด์ค้าปลีกที่หลากหลายของบริษัทฯ ให้มีตำแหน่งทางการตลาดในระดับแนวหน้าและครอบคลุมกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่เป็นที่นิยมอย่างหลากหลาย อนึ่ง บริษัทฯ ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ และชื่อทางการค้า “เซ็นทรัล” และ “Central” จากกลุ่มเซ็นทรัลในการประกอบธุรกิจค้าปลีกของบริษัทฯ ภายใต้เงื่อนไข และชื่อกำหนดของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ เชื่อว่าบริษัทฯ มีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนารูปแบบการดำเนินชีวิต และพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โดยนำเสนอรูปแบบการค้าปลีกที่แปลกใหม่ให้แก่ลูกค้าเสมอมา ซึ่งรวมถึงห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ซูเปอร์มาร์เก็ต มินิซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอรมาร์เก็ต ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร และพลาซ่า
บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ ‘Innovation in Action’ เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กร ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) มุ่งต่อยอดความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Omnichannel ของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทั้งในส่วนของประสบการณ์หน้าร้านด้วยพนักงานที่พร้อมให้บริการแบบเฉพาะตัว, การปรับปรุงบรรยากาศภายในร้าน, การเพิ่มจุด Self-Checkout, การจัดอีเว้นท์ร่วมกันของธุรกิจในเครือ และการเพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ที่ช่วยดึงดูดทราฟฟิก เช่น โซนอาหาร โซนเกม และแชมเปญบาร์ เป็นต้น ตลอดจนนำ AI มาช่วยยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า โปรโมชัน รวมถึงเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านและดิจิทัลผ่านบริการ Personal Shopper, Chat & Shop, Click & Collect และ Reserve & Collect ที่ทำให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ
- อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts and Merchandise) อาทิ การพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ประเทศเวียดนาม โดยเน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนประเทศไทย จะเน้นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งเครื่องขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream
- อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยี (Drive Operational Excellence) โดยมีการยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ การนำ AI มาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด, การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ยังได้พัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อกและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร
นอกจากนี้เซ็นทรัล รีเทลมุ่งมั่นปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพในทุกหน่วยงาน พร้อมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินอย่างมีวินัยเพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต
บริษัทฯ มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญหลายประการที่ช่วยให้บริษัทฯบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ดังต่อไปนี้
- ความเป็นผู้นำในการประกอบธุรกิจค้าปลีกผ่านรูปแบบ และช่องทางที่หลากหลาย โดยมีแบรนด์ค้าปลีกและการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Omnichannel สำหรับสินค้าหลากหลายประเภท
- การทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ถืือเป็นแรงขับเคลื่อนในการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของลููกค้า
- ระบบนิเวศทางธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มบริษัทฯ ช่วยดึงดูดแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง ขับเคลื่อนการผนึกกำลังทางธุรกิจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าต่อกลุ่มบริษัทฯ
- ความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการและการขยายธุรกิจ ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่นในอดีต
- ทีมผู้บริหารที่มีความสามารถและประสบการณ์ ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวของผู้บริหารมืออาชีพ ในอุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง และครอบครัวจิราธิวัฒน์
ปัจจุบัน บริษัทฯ ประกอบธุรกิจภายใต้แบรนด์ค้าปลีกหลากหลายแบรนด์ โดยมีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่ง 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง แบรนด์ชอป ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต มินิซูเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์การค้า และเฮลธ์ แอนด์ เวลเนส และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของบริษัทฯ ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่
- กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ บิ๊กซี/ โก! (GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต เวียดนาม มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท
- กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และ เมพ ในประเทศไทย
- กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ Brandshop ต่าง ๆ
- กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของบริษัทฯ รวมถึงร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า ในประเทศไทย และ บิ๊กซี / โก! (GO!) ประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ในประเทศไทย ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั้งหมด 63 จังหวัด ในประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด และในประเทศอิตาลี ในเมืองหลัก ๆ ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569)
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ ได้มีการขยายสาขาและปรับปรุงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของประเทศไทย บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่ ได้แก่ ท็อปส ซูเปอรมารเก็ต 2 สาขา ที่ริเวอร์ไซต์ พลาซ่า กรุงเทพฯ และ ที่เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส จังหวัดขอนแก่น ท็อปส์ เดลี่ 12 สาขา และ KIS Beauty Store 3 สาขา ที่จังหวัดตรัง ขอนแก่น และจันทบุรี นอกจากนี้บริษัทฯ ได้เปิดตัว “LOOKS Beauty Store” โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “ทุกเรื่องบิวตี้มีที่ LOOKS” ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งประสบการณ์ คุณภาพ และการค้นพบไอเท็มที่ตอบโจทย์ตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น สําหรับประเทศเวียดนาม บริษัทฯ เดินหน้าก่อสร้างศูนย์การค้า GO! สาขา Tuyen Quang ซึ่งจะพร้อมเปิดบริการในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ได้เปิดร้านค้าเฉพาะทาง (Specialty Store) และสาขา Brandshop ต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ตามแผนงานที่ทางบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ด้านการปรับปรุงสาขาหรือปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ (Renovation & Rebranding) บริษัทฯ ได้ปรับปรุงห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลอย่างต่อเนื่อง อาทิ เซ็นทรัลพระราม 9 และเซ็นทรัลบางนา เป็นต้น
โดย ณ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า ในประเทศไทยและเวียดนาม ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน 75 สาขา ไทวัสดุ 89 สาขา ออโต้วัน 70 สาขา โก โฮลเซลล์ 14 สาขา ท๊อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และท๊อปส์เดลี่ 734 สาขา ไฮเปอร์มาร์เก็ต โก (GO!) 43 สาขา และ มินิโก (go!) 16 สาขา และร้านค้าเฉพาะทาง (Specialty Store) และ Brandshop รวมเป็นพื้นที่ขาย 3,747,407 ตารางเมตร (ไม่นับรวมพื้นที่ขายของกิจการที่จำหน่ายออกไป) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีศูนย์การค้าทั้งหมด 75 สาขา รวมเป็นพื้นที่เช่า 778,708 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทฯ ได้พัฒนา Next-Gen Omnichannel Platform เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งเฉพาะบุคคล (Ultra-Personalization) ให้เป็นทางเลือกเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เชื่อมประสบการณ์ช้อปปิ้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้าง Inclusive Growth ให้กับคู่ค้า ทำให้แพลตฟอร์มนี้กลายเป็น ‘Destination’ สำหรับลูกค้าและคู่ค้า โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีช่องทางการขาย Omnichannel ที่หลากหลายและพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าผ่านทาง 1) Digital channel (Online) อาทิ เว็บสโตร์ โมบาย แอปพลิเคชัน ควิกคอมเมิร์ซ (Quick Commerce) และ 2) O2O channel (Offline to Online) อาทิ Chat & Shop การขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Commerce) เช่น Facebook LINE TikTok และ Personal Shopper ที่ลูกค้าจะได้รับบริการจากผู้ช่วยส่วนตัวในการเลือกซื้อสินค้า
โดยในไตรมาส 2 ของปี 2569 ยอดขายออนไลน์ เติบโตร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ มีสัดส่วนร้อยละ 11 ของยอดขายรวม (ในช่วง 6 เดือนแรก ยอดขายออนไลน์เติบโตร้อยละ 22 และมีสัดส่วนยอดขายร้อยละ 10)
ท่านสามารถดูรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ได้ที่ https://www.centralretail.com/en/investor-relations/shareholders-information/major-shareholders
ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มี Free float ประมาณร้อยละ 58.01
บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินรวม ภายหลังจากหักภาษี และการจัดสรรทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี และภาระผูกพันตามเงื่อนไขของสัญญาทางการเงิน (ถ้ามี)
ท่านสามารถติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ โทรศัพท์ +662 650 3600 หรือทางอีเมล: ir@central.co.th. นอกจากนี้ ท่านสามารถติดตามเอกสารนำเสนอและเว็บแคสต์ของกิจกรรมนักลงทุนสัมพันธ์ได้ที่ https://www.centralretail.com/en/investor-relations/document/presentations