การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์
โครงการจัดการน้ำ
เซ็นทรัล รีเทล มุ่งมั่นบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินรูปแบบการใช้น้ำ การระบุพื้นที่หรือสาขาที่มีการใช้น้ำสูง และการกำหนดแนวทางที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ รวมถึงการส่งเสริมโอกาสในการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่และการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ในปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินการใช้น้ำ ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ สุรินทร์ สกลนคร และเพชรบุรี โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจรูปแบบการใช้น้ำและระบุโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำผลการประเมินไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการด้านการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสาขา บริษัทฯ ได้ริเริ่มโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำใหม่ ๆ เช่น การติดตั้งโรงบำบัดน้ำเสียจากระบบชักโครก และมีแผนที่จะขยายการประเมินการใช้น้ำไปยังสาขาหลัก ๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการลดการใช้น้ำผ่านการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น ก๊อกน้ำอัตโนมัติและระบบ สุขาภิบาลที่ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำความสะอาดและบำรุงรักษาให้ใช้น้ำน้อยลง อีกทั้ง ยังมีการรณรงค์ให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้น้ำในชีวิตประจำวันและการทำงาน


ต่อมาในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขยายการประเมินการใช้น้ำเพิ่มเติมอีก 4 สาขา ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ปราจีนบุรี และร้อยเอ็ด โดยมุ่งเน้นสาขาที่มีการใช้น้ำในระดับสูง เพื่อระบุโอกาสในการลดการใช้น้ำและเพิ่มการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ ผลจากการประเมินได้สนับสนุนการกำหนดมาตรการด้าน Water Reuse ในสาขาที่มีศักยภาพ โดยสามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ผ่านระบบ Water Reuse ได้ประมาณ 1,200–1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนต่อสาขา
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
เซ็นทรัล รีเทล มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำใหม่ โดยนำผลจากการประเมินการใช้น้ำมาพัฒนามาตรการลดการใช้น้ำและนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ใช้น้ำ การเก็บกักน้ำฝน การนำน้ำจากระบบต่าง ๆ กลับมาใช้ และการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ในปี 2565 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ โดยการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว มาผลิตเป็นน้ำรีไซเคิล (Recycle Water) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำและลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำใหม่


ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขยายการดำเนินมาตรการดังกล่าวครอบคลุม ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ รวม 9 สาขา ได้แก่ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด ชลบุรี ชัยภูมิ เพชรบุรี สุรินทร์ และสกลนคร โดยสามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 3,000 ลิตรต่อเดือนต่อสาขา และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรน้ำได้กว่า 1.7 ล้านบาทต่อปี โดยได้นำน้ำรีไซเคิล ที่ผลิตได้มาใช้งานการระบายความร้อนของเครื่องทำน้ำเย็น ผ่านหอหล่อเย็น (Cooling Tower) และใช้ในระบบชำระล้าง (Flushing System)


โครงการความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางน้ำและวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำฝน และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศต้นน้ำ เซ็นทรัล รีเทล จึงมุ่งสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาแนวทางบริหารจัดการน้ำที่ตอบโจทย์ทั้งการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และการฟื้นฟูธรรมชาติในระยะยาว หนึ่งในพื้นที่สำคัญ คือ จังหวัดน่าน ซึ่งชุมชนเกษตรกรรมต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเกษตรในพื้นที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว ไทวัสดุ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป่าไม้ เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ พัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศและการส่งต่อองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้แก่ชุมชน
ในปี 2567 ไทวัสดุสนับสนุนปูนซีเมนต์จำนวน 390 ถุง หรือประมาณ 19,500 กิโลกรัม เพื่อสร้างฝายดินซีเมนต์แกนกลางจำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่ห้วยน้ำจำ พร้อมสนับสนุนงบประมาณ 50,000 บาท ในงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบน้ำ การสนับสนุนดังกล่าวช่วยให้ชุมชนสามารถขยายการผลิตพืชผล รวมถึงการปลูกฟักทองเพื่อจำหน่ายผ่านร้าน Tops สะท้อนแนวทางการสร้างความมั่นคงทางน้ำควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่น


จากการสร้างความมั่นคงทางน้ำในระดับชุมชน เซ็นทรัล รีเทล ได้ต่อยอดความร่วมมือสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำในวงกว้างมากขึ้น ในปี 2568 ไทวัสดุร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย สนับสนุนวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์มูลค่ากว่า 600,000 บาท เพื่อร่วมสร้างและฟื้นฟูฝายชะลอน้ำ 295 แห่ง โดยมีผู้มีส่วนร่วมจากหน่วยงานและชุมชนกว่า 300 คน ฝายชะลอน้ำเหล่านี้ช่วยชะลอการไหลของน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนดินและผืนป่า และสนับสนุนการฟื้นฟูความสามารถของธรรมชาติในการกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดความเปราะบางของชุมชนต่อภัยแล้งในระยะยาว ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนถึงความต่อเนื่องของการดำเนินงาน โดยนับตั้งแต่ปี 2560–2568 ไทวัสดุได้ร่วมสนับสนุนการสร้างฝายชะลอน้ำแล้ว 1,425 แห่ง ด้วยมูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 2 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนในพื้นที่กว่า 30,000 คน แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน


ในปี 2569 ไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮม ได้สานต่อภารกิจฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำเป็นปีที่ 6 โดยร่วมสนับสนุนวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์มูลค่ากว่า 480,000 บาท เพื่อสร้างและฟื้นฟูฝายชะลอน้ำ 400 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำกว่า 3,000 ไร่ และช่วยชะลอและกักเก็บน้ำได้ประมาณ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำหลาก และการพังทลายของหน้าดิน พร้อมสนับสนุนความมั่นคงทางน้ำให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการดำเนินงาน ไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮม ได้ร่วมสร้างและฟื้นฟูฝายชะลอน้ำรวม 1,830 แห่ง ด้วยการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์มูลค่ากว่า 3.2 ล้านบาท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายผลจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ สู่การสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบนิเวศและชุมชนในระยะยาว


สำหรับเซ็นทรัล รีเทล การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้ พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของการดำรงชีวิต ทุกฝายที่สร้างขึ้น ทุกองค์ความรู้ที่ส่งต่อ และทุกความร่วมมือที่เกิดขึ้น จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม